พิชิตความฝันสูงสุด บนยอดเขาแห่ง สวิสเซอร์แลนด์

 

พิชิตความฝันสูงสุดบนยอดเขาแห่งสวิสเซอร์แลนด์

ความรู้สึกที่ได้ขึ้นมายืนอยู่บนสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น Top of Europe คงไม่ต่างอะไรกับนักปีนเขาที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสได้สำเร็จ

 

นอนอุ่นในเมืองแห่งความฝัน

ทริปนี้เหมือนเดินทางอยู่ในภาพฝันตลอดเวลา เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยดั่งภาพวาด ความฝันของทริปนี้เริ่มต้นตั้งแต่การได้มาใช้เวลาสบายๆ อยู่ในเมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) เมืองเล็กๆ ที่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของนักเดินทางที่จะต้องแวะพักก่อนจะมุ่งหน้าไปยังยอดเขาแห่งสวิสเซอร์แลนด์

เมืองนี้อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 570 เมตร อยู่ระหว่างทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake brienz) และ ทะเลสาบทูน (Lake Thun) ภูมิศาสตร์ของเมืองนี้งดงามเพราะถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ ทำให้กลายเป็นเมืองที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ถึงจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่บรรยากาสทั่วไปก็ยังคงเงียบสงบ มีสถานที่ที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

ด้วยผังเมืองที่แบ่งออกเป็น 3 ฝั่ง คือ Interlaken Ost ฝั่งตะวันออก Interlaken West ฝั่งตะวันตก และ Unterseen ซึ่งแต่ละฝั่งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ที่เรามีโอกาสแวะไปมาและคิดว่าสาวนักช้อปน่าจะปลื้มอยู่ไม่น้อยคือย่าน Hoheweg ฝั่งงตะวันออก ถนนละลายทรัพย์อย่างดีเชี่ยวล่ะ และด้วยสถาปัตยกรรมโบราณจากศตวรรษที่ 19 จึงทำให้การเดินช้อปปิ้งบริเวณนี้เพลินกว่าที่คิด ตลอดถนนเส้นนี้ที่มีความยาว 700 เมตร เรียงรายด้วยโรงแรมหรู ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าแบรนด์เนม ของที่ระลึก บนถนนสายเล็กๆ เส้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Casino Kursaal นักเสี่ยงโชคถ้ามีโอกาสน่าจะลองมาวัดดวงดูสักครั้ง

 

ทะยานขึ้นสูง Top of Europe

จาก Interlaken จะขึ้นไปยังยอดเขาจุงเฟราน์เราเลือกขึ้นรถไฟที่ Interlaken Ost ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อไปยังสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,454 เมตร องค์การยูเนสโก ประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของเทือกเขาแอลป์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2001 อีกด้วย

วิวทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางระหว่างทะยานขึ้นไปยังยอดเขาแห่งสวิสเซอร์แลนด์ ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปสวรรค์ รถไฟที่ขึ้นไปด้านบนมีให้เลือกชมวิวได้สองทางคือขึ้นไปทาง Grindelwald และ Lauterbrunen ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็สวย ถ้าคิดว่าจะมาซ้ำอีกครั้งก็ไว้ค่อยมาซ้ำอีกเส้นทางก็ได้

เมื่อสองเท้าได้สัมผัสบนหิมะของยอดเขาจุงเฟราน์ มันเป็นความรู้สึกฟินมากๆ ถ้าฉันเป็นดาราคงเหมือนกับถูกประกาศชื่อให้ขึ้นมารับรางวัลออสการ์ ฉันใช้สายตาสอดส่องมองไปยังพื้นที่สีขาวสะอาดตาราวกับภาพวาด ถึงแม้นักท่องเที่ยวจะมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของยอดเขาแห่งนี้สวยน้อยลงเลย

มาถึงด้านบนมีไฮไลท์มากมายที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Ice Palace ถ้ำที่ทำจากน้ำแข็ง ภายในถ้ำมีรูปปั้นแกะสลักจากน้ำแข็งหลายชิ้น หรือ Sphinx Terrace จุดชมวิวสูงสุดของยอดเขาจุงเฟาน์ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องปีนขึ้นไปเพราะเขามีลิฟท์ไว้คอยบริการ เมื่อขึ้นไปถึงจะมีระเบียงเปิดกว้าง มองเห็นทัศนียภาพได้รอบทิศ หากท้องฟ้าเปิด อากาศดี สามารถมองเห็นวิวไกลไปถึงประเทศเยอรมันเลยทีเดียว ดังนั้นพกกล้องส่องทางไกลติดตัวมาด้วยจะได้เปรียบมากๆ ถ้าอยากรู้ว่าการได้นั่งรับประทานอาหารบนจุดสูงสุดของยุโรปจะเป็นเช่นไร บนนี้มีภัตตาคารไว้บริการ Plateau ที่ราบสูงริมเขา จะต้องเดินออกมาตามทางเดินด้านนอก เป็นอีกจุดชมวิวที่สวยที่สุด บริเวณนี้จะมีธงชาติสวิสปักอยู่ไปแอ๊คท่าถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยพิชิต Top of Europe มาแล้ว ใครที่ชอบความท้าทายนิดๆ ขอแนะนำ Ski & Snow Board Park ลื่นไถลไปบนน้ำแข็งสัมผัสความเย็นแบบแอดเวนเจอร์ หรือ Tyrolienne โหนจัวไปกับสายเคเบิลผ่านธารน้ำแข็ง

 

บอกตรงๆ ว่าไม่อยากจะก้าวเท้าขึ้นรถไฟลงจากยอดเขานั้นเลย เหมือนตัวเองกำลังจะถูกเนรเทศให้ตกสวรรค์ แต่ยังไงซะ ฉันก็สามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่พิชิตความฝันอันยิ่งใหญ่ด้วยการไปยืนยิ้มและกางแขนกว้างๆ บนยอดเขาแห่งสวิสเซอร์แลนด์มาแล้ว